วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การดำเนินตรวจสอบการชำระเงินค่าซื้อเอกสารฯ จัดซื้อจัดจ้าง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)

การดำเนินตรวจสอบการชำระเงินค่าซื้อเอกสารฯ จัดซื้อจัดจ้าง
ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
ตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค.0406.3/ว.68 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2558 เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติในการรับเงินกรณีผู้เสนอราคาซื้อเอกสารฯ จัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ กรณีที่หน่วยงานต้องการตรวจสอบรายชื่อผู้ขอซื้อเอกสาร เพื่อตรวจสอบกับบัญชีธนาคาร สามารถดำเนินการได้ดังนี้

1. เข้าสู่ระบบ กรอก รหัสผู้ใช้ (USER) และรหัสผ่าน (PASSWORD)

2. คลิก รายงาน

3. คลิก รายงานรายละเอียดจัดซื้อจัดจ้าง

4. คลิก รายงานการตรวจสอบสถานะ การซื้อซองทางอิเล็กทรอนิกส์

5. ตัวอย่างแสดงรายงานการตรวจสอบการซื้อเอกสารฯ จัดซื้อจัดจ้างของแต่ละงาน
          รายงานการตรวจสอบสถานการณ์ซื้อซองทางอิเล็กทรอนิกส์ จะแสดงรายละเอียดดังนี้
เลขที่โครงการที่จัดซื้อจัดจ้าง พร้อมชื่อโครงการ /ชื่อผู้ค้าที่ได้ทำการชำระเงินแล้ว/ วันที่ซื้อซอง/ จำนวนเงิน (บาท) /ข้อมูลธนาคาร และสถานะการซื้อซอง

รายงานสามารถเรียกได้ทั้ง PDF FILE และ EXCEL file




มื่อได้รายงานดังตัวอย่างนี้แล้ว ให้นำไปตรวจสอบกับรายการในบัญชีธนาคารเพื่อทำการเปรียบเทียบเช็คยอดให้ตรงกัน เพื่อเป็นหลักฐานในการบันทึกข้อมูลการรับเงินและนำส่งรายได้แผ่นดินตามที่กรมบัญชีกลางกำหนดต่อไป

หมายเหตุ : หน่วยงานสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ขอเสนอราคาที่ชำระเงินค่าซื้อเอกสารฯ ได้ภายหลังจากสิ้นสุดวันที่กำหนดให้ยื่นเอกสารเสนอราคา





วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557

การตรวจรับพัสดุ

         คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ (ข้อ 71) หรือคณะกรรมการตรวจการจ้าง (ข้อ 72) มีหน้าทีี่ตรวจรับพัสดุหรือตรวจการจ้างให้ถูกต้อง เรียบร้อย และลงลายมือชื่อรับรองเพื่อเป็นหลักฐานการตรวจรับให้กับเจ้าหน้าที่พัสดุดำเนินการเบิกจ่ายตามระเบียบเบิกจ่ายเงิน และในหนังสือที่ นร (กวพ) 1305/ว 11948 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2543 มีเพิ่มเติมว่า
         เมื่อคณะกรรมการตรวจรับพัสดุหรือคณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจรับพัสดุหรือตรวจการจ้างที่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างส่งมอบ พร้อมทั้งส่งมอบหลักฐานการตรวจรับให้แก่เจ้าหน้าที่พัสดุแล้ว ให้เจ้าหน้าที่พัสดุรายงานผลการตรวจรับของคณะกรรมการให้หัวหน้าส่วนทราบภายใน 3 วัน


หมายเหตุ: ที่ นร (กวพ) 1305/ว 11948 ลว.13 ธันวาคม 2543

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การเบิกจ่ายค่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่

            เนื่องด้วยปัจจุบันเทคโนโลยีความทันสมัยมากขึ้น จึงมีมติให้ส่วนราชการสามารถใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อประสานงานเพื่อประโยชน์ของทางราชการได้ โดยมีหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายดังนี้
1. กรณีเป็นวิธีเบิกจ่ายค่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ค่าเช่าเลขหมาย ค่าใช้บริการรวมถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระพร้อมกัน และค่าซ่อมบำรุงรักษา) ต้องเบิกเมื่อได้รับใบแจ้งหนี้ เบิกจากเงินงบประมาณงบดำเนินงานหรือรายจ่ายใดที่มีลักษณะเดียวกัน ให้จัดทำทะเบียนควบคุมการใช้ตามแบบที่กระทรวงการคลังกำหนด
2. อัตราการเบิกจ่าย 
    2.1 ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี 4,000บาท/เดือน
    2.2 ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการสถาบัน หัวหน้างานที่มีฐานะเทียบเท่า เบิกได้ 2,000บาท /เดือน
    2.3 ผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วย รองคณบดี รองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการกอง เลขาสำนัก หัวหน้าที่มีฐานะเทียบเท่า เบิกได้ 1,000บาท/เดือน

หมายเหตุ 1.การเบิกจ่ายค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ กระทรวงการคลัง

                 2.การเบิกจ่ายค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประกาศมหาวิทยาลัยนเรศวร

การบันทึกบัญชีวัสดุหรือครุภัณฑ์

            การพิจารณาเพื่อการบันทึกบัญชีันั้น มีหลักเกณฑ์ในการบันทึกบัญชีวัสดุหรือครุภัณฑ์ ตามหลักการและนโยบายบัญชีสำหรับหน่วยงานภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด ดังนี้
            1.วัสดุ หมายถึง สินทรัพท์ที่หน่วยงานมีไว้เพื่อใช้ในการดำเนินงานตามปกติ ซึ่งมีมูลค่าไม่สูงและมีลักษณะไม่่คงทนถาวร โดยหน่วยงานจะรับรู้วัสดุคงเหลือในราคาทุน
            2.ครุภัณฑ์ หมายถึง สินทรัพย์ที่หน่วยงานมีไว้เพื่อใช้ในการดำเนินงานมีลักษณะคงทนและมีอายุการใช้งานเกินกว่า 1 ปี โดยให้บันทึกรับรู้ครุภัณฑ์ที่มูลค่าตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไปตามราคาทุนเป็นรายการสินทรัพย์ถาวรในบัญชีของหน่วยงาน โดยบันทึกรายละเอียดของครุภัณฑ์ในทะเบียนคุมทรัพย์สินและให้คำนวณค่าเสื่อมราคาประจำปี สำหรับครุภัณฑ์ที่มีมูลค่าไม่ถึง 5,000 บาท ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายประเภทค่าครุภัณฑ์มูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ และให้บันทึกรายการของครุภัณฑ์ดังกล่าวนทะเบียนคุมทรัพย์สิน โดยไม่ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาประจำปี

หมายเหตุ การบันทึกบัญชีวัสดุหรือครุภัณฑ์

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สิทธิพิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ

         สิทธิพิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ หมายถึง สิทธิพิเศษที่ให้แก่ส่วนราชการ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรัฐวิสาหกิจ รวมถึงหน่วยงานอื่นในฐานะที่เป็นผู้ผลิต หรือจำหน่ายพัสดุ หรือทำงานจ้าง ทั้งนี้ โดยนายกรัฐมนตรี หรือโดยมีกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ส่วนราการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐในฐานะที่เป็นผู้ซื้อหรือจ้างอีกฝ่ายหนึ่ง หากดำเนินการซื้อหรือจ้างจากหน่วยงานที่ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าวข้างต้น ให้ดำเนินการโดยใช้วิธีกรณีพิเศษตามระเบียบว่าด้วยการพัสดุที่หน่วยงานนั้นๆ ถือปฏิบัติ


 ปัจจุบันสิทธิพิเศษของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องการสั่งซื้อหรือสั่งจ้าง มีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่
           (1) ประเภทบังคับ หมายถึง สิทธิพิเศษที่บังคับ ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ต้องสั่งซื้อหรือสั่งจ้างจากหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจที่ได้รับสิทธิพิเศษโดยตรงเท่านั้น เช่น การสั่งซื้อน้ำมันปิโตเลียมจาก บริาษัท ปตท. จำกัด หรือกรณีการเดินทางไปราชการต่างประเทศให้ซื้อตั๋วโดยสารเครื่องบินจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)  เป็นต้น

           (2) ประเภทไม่บังคับ หมายถึง สิทธิพิเศษที่เปิดโอกาสให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ พิจารณาสั่งซื้อหรือสั่งจ้างหน่วยงานที่ได้รับสิทธิพิเศษหรือไม่ก็ได้ เช่น ด้านบริการวิชาการและการวิจัย

                     2.  รายชื่อสิทธิพิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ(ประเภทไม่บังคับ) (ข้อมูล ณ วันที่ 17 มีนาคม 2553)

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การแต่งตั้งกรรมการในการจัดซื้อจัดจ้าง


            การแต่งตั้งคณะกรรมการในการจัดซื้อจัดจ้างนั้น การจัดซื้อจัดจ้างในครั้งเดียวกัน ห้ามแต่งตั้งผู้ที่เป็นกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคา   เป็นกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา     หรือแต่งตั้งผู้ที่เป็นกรรมการเปิดซองสอบราคาหรือกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา เป็นกรรมการตรวจรับพัสดุ

            สำหรับการซื้อหรือจ้างในวงเงินไม่เกิน 10,000 บาทจะแต่งตั้งข้าราชการหรือลูกจ้างประจำคนหนึ่ง ซึ่งมิใช่ผู้จัดซื้อหรือจัดจ้างเป็นผู้ตรวจรับพัสดุหรืองานจ้างนั้น โดยให้ปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ หรือคณะกรรมการตรวจการจ้างได้

หมายเหตุ: ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 35

วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของส่วนราชการ

ความหมาย คือ เงินที่ผู้จ่ายเงินหักจากผู้ขายไว้เพื่อนำส่งกรมสรรพากร


ผู้จ่ายเงินได้ที่เป็นกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานของภาครัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประมวลรัษฎากรได้กำหนดหน้าที่ให้ หักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อจ่ายเิงินได้ให้แก่ผู้รับเงินได้ที่อยู่ในประเทศไทย 

ทำไมต้องหัก ณ ที่จ่าย กล่าวคือ
  1. เพื่อเป็นการบรรเทาภาระการเสียภาษีให้แก่ผู้รับเงินได้ ซึ่งจะได้ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในคราวเดียวเป็นจำนวนมาก เมื่อถึงกำหนดเวลายื่นรายการเสียภาษี แต่ให้เสียภาษีเป็นคราวๆไปตามจำนวนเงินที่ได้รับ
  2. เพื่อให้รัฐบาลมีรายได้เข้าคลังอย่างสม่ำเสมอ ทำให้รัฐบาลสามารถใช้จ่ายเงินในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้อย่างราบรื่น อันจะก่อให้เกิดสภาพคล่อง และลดภาวะการเงินตึงตัวในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
  3. เพื่อลดแรงกดดันในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร และลดภาระหน้าที่ในการตรวจสอบภาษี หรือการติดตามการจัดเก็บภาษีในภายหลัง
หลักเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีการจัดซื้อจัดจ้าง

  • ซื้อหรือจ้างบุคคลธรรมดา ตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไปหักร้อยละ 1 ของจำนวนเงินค่าสินค้าหรือค่าบริการ ก่อนบวกภาษีมูลค่าเพิ่มและก่อนหักภาษีหรือค่าปรับอื่นใด
  • ซื้อหรือจ้างนิติบุคคล ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป หักร้อยละ 1 ของจำนวนเงินค่าสินค้าหรือบริการ ก่อนบวกภาษีมูลค่าเพิ่มหรือปรับอื่นใด
สถานศึกษาเป็นผู้หักภาษี ณ ที่จ่าย ปฏิบัติดังนี้
  • ให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับผู้ประกอบการร้านค้า
  • สำหรับสำเนาหนังสือรับรองฯให้นำมาบันทึกรายการรับใน ทะเบียนคุมเงินนอกงบประมาณ ประเภท เงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  • การนำส่งเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้นำส่งอำเภอท้องที่หรือสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน
  • หากไม่นำส่งภายในกำหนดเวลาผู้จ่ายเงินต้องรับผิดชอบชำระเงินเพิ่มเอง ร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของภาษีที่นำส่ง และอาจได้รับโทษทางอาญาปรับไม่เกิน 2,000 บาท
สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรณีส่วนราชการเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างเป็นค่าสินค้าหรือบริการที่มีภาษีมูลค่าเพิ่มจะจ่ายได้เมื่อผู้ขาย/ผู้รับจ้างเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในอัตราร้อยละ 7
  • เป็นสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • เป็นใบเสร็จรับเงินที่แสดงราคาสินค้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม และประทับคำว่าใบกำกับภาษี ถ้าไม่ประทับตราใบกำกับภาษีต้องแนบใบกำกับภาษี (แบบภพ.20)